ตำนานอีสานลึกลับเรื่องผีแม่ม่ายหนึ่งความเชื่อถึงสาเหตุการไหลตายของผู้ชาย ซึ่งจะนอนตายตอนกลางคืนโดยไม่มีสาเหตุ คนอีสานจะเรียกอาการเช่นนี้ว่า ไหลตาย บางโจทย์ขันกันว่าเหตุที่ต้องตายด้วยอาการเช่นนี้เพราะผีแม่ม่ายแอบมาเสพสมกับผู้ชายในหมู่บ้านตอนกลางคืน จนบางคืนในหมู่บ้านจะมีผู้ชายตายพร้อมกัน 2-3 คน ด้วยความกลัวผีแม่ม่ายชาวบ้านคิดหาวิธีแก้เคล็ดเพื่อไม่ให้ผีแม่ม่ายมาเอาชีวิตผู้ชายในหมู่บ้านไป บ้างก็ใช้ปลัดขิกอันใหญ่ทาสีแดงที่หัวปลัดขิกติดไว้หน้าบ้าน เพื่อให้ผีแม่ม่ายมาเสพสมกับปลัดขิกที่ห้อยอยู่แทน บ้างก็ให้ผู้ชายแต่งตัวเป็นผู้หญิง เป็นอุบายหลอกผีแม่ม่ายเพื่อให้ผู้ชายพ้นจากอันตราย บางตำนานเล่าว่าเมืองแม่ม่ายจะมีแต่จิตวิญญาณแม่ม่ายอยู่เท่านั้น และพวกเขาจะอยู่อย่างยากลำบากขึ้นไปอีก กรรมรุมกระหน่ำพวกเขาหนักเข้าไปอีก เพราะแม่ม่ายพวกนี้ก่อกรรมมากในยามมีชีวิต ได้แย่งสามีผู้อื่นบ้าง เป็นโสเภณีเพื่อหากิน จนทำให้ครอบครัวผู้อื่นแตกแยกบ้าง จึงต้องมาเสวยกรรมในเมืองลับแล แล้วต้องกรรมเสื่อมลงจนกลายเป็นเมืองแม่ม่ายในที่สุด เมืองแม่ม่ายเมื่อได้จิตวิญญาณผู้ชาย หรือมนุษย์ผู้ชายที่หลงเข้าเมืองไป แม่ม่ายก็จะรุมกันแย่งชายผู้นั้นด้วยความกระหายกาม และก่อกรรมซ้ำรอยเก่าคือ กาเมสุมิจฉาจาร เป็นเหตุให้เกิดวิบากกรรมกระหน่ำเมืองแม่ม่ายอีกครั้ง บันดาลให้เมืองล่ม เมื่อเมืองแม่ม่ายล่มสลายลงไปแล้ว จิตวิญญาณแม่ม่ายอยู่ไม่ได้ ไม่มีที่อาศัยอีก ต้องเป็นจิตวิญญาณเร่ร่อนไปอาศัยในเมืองมนุษย์

หอคอยแห่งลอนดอน เป็นพระราชวังและป้องปราการ ถูกสร้างขึ้นราวปี 1078 ในยุคพระเจ้าวิลเลียมที่ 1 แห่งอังกฤษ ตั้งอยู่ริมแม่น้ำเทมส์ในกรุงลอนดอน ประเทศสหราชอาณาจักร แม้ว่าจะมีลักษณะเป็นพระราชวังและปราสาทแต่ผู้คนรู้จักในนามของ หอคอยแห่งลอนดอน ซึ่งรู้จักพร้อมกับ หอขาว ที่พระเจ้าวิลเลี่ยมที่ 1 ทรงสร้างขึ้น หอคอยแห่งลอนดอนในสมัยก่อนถูกใช้เป็นป้อมปราการและใช้สำหรับจำขังนักโทษที่มียศสูงศักดิ์ ซึ่งมีผู้ที่ยศสูงที่เคยถูกจองจำเช่น พระราชินีนาถอลิซาเบธที่ 1 นอกจากนี้ยังใช้เป็นสถานที่ประหารชีวิต และทรมาน รวมถึงใช้เป็นที่เก็บคลังอาวุธ หอคอยแห่งลอนมีอายุมากกว่า 1 พันปีแล้วซึ่งถูกบูรณะซ่อมแซมหลายๆครั้ง บ่อยครั้งที่มีผู้คนเล่าต่อกันมาว่าภายในปราสาทนั้นมีวิญญาณสิงอยู่และปรากฏให้เห็นบ่อยครั้ง โดยเฉพาะมักจะมีนักท่องเที่ยวและผู้ดูแลหอคอยมักจะเห็นวิญญาณของพระนางแอน โบลิน มเหสีองค์ที่ 2 ในพระเจ้าเฮนรี่ที่ 8 ปรากฏกายให้เห็นบ่อยครั้งและส่วนใหญ่จะมาในลักษณะไร้ศรีษะ โดยเฉพาะบริเวณ Tower Green ซึ่งเป็นที่ประทับของพระนางก่อนถูกสั่งประหาร จากการต้องโทษฐานนอกพระทัยพระเจ้าเฮนรี่ นอกจากนี้ยังมีผู้พบเห็นวิญญาณของ เลดี้เจน เกรย์ ซึ่งถูกประหารชีวิตเช่นกัน มีผู้พบเห็นว่าพระนางยังคงวนเวียนอยู่บริเวณชั้นใต้ดินของหอคอย นอกจากนี้ยังมีผู้ระบุว่าจุดที่เฮี้ยนที่สุดคือบริเวณ Salt Tower มีเสียงร่ำลือจากเหล่าผู้ดูแลว่านี่เป็นจุดที่เฮี้ยนที่สุด เคยมีผู้ประสบพบเจอเหตุการณ์ประหลาดคือ ระหว่างเดินขึ้นหอคอยพบว่าเดินเท่าไหร่ก็ไม่ถึงซะที รวมถึงกำแพงที่เหมือนจะถูกกั้นไว้ตลอดเวลา ที่หนักที่สุดคือ ยามคนหนึ่งเผยว่าขณะเฝ้ายามนั้นรู้สึกเหมือนมีคนเอาเชือกมารัดคอของเขา

นี่คือเรื่องราวที่น่ากลัวและขนลุกที่สุดเรื่องหนึ่งของบ้านทรงโกธิคหลังหนึ่งในอเมริกา เรื่องราวของความเฮี้ยนที่เล่าต่อๆกันมาว่านี่คือบ้านที่ ผีดุที่สุด ในอเมริกา The Amityville ตั้งอยู่ที่ หมู่บ้านอมิตี วิลล์ ซัฟฟอล์ค เคาท์ตี้ รัฐนิวยอร์ก ประเทศสหรัฐอเมริกา เรื่องราวความเฮี้ยนของบ้านหลังนี้ถูกเล่าต่อๆกันมารวมถึงเกิดเหตุการณ์ที่น่ากลัวที่สุดเหตุการณ์ในบ้านหลังนี้ ย้อนกลับไปในปี 1974 เมื่อครอบครัวหนึ่งย้ายเข้ามาในบ้านหลังนี้ ประกอบด้วย พ่อ แม่ และลูกๆอีก 4 คน พวกเขาดูเหมือนจะมีความสุขในการเข้ามาอยู่ในบ้านใหม่ แต่แล้วเหตุการณ์ไม่คาดได้เกิดขึ้นกลางดึกของวันที่ 13 พฤศจิกายน 1974 เมื่อครอบครัวนี้ถูกสังหารอย่างโหดเหี้ยมและฆาตกรคือลูกชายคนโตของบ้าน ชื่อว่า รอนนี่ เดอฟีโอ เขาถูกจับหลังจากเหตุการณ์ในตอนเช้าของอีกวัน จากคำให้การของเขาระบุว่า เขาใช้ปืนลูกซองขนาด .35 สังหารพ่อแม่ และน้องๆของเขา โดยเขาระบุว่าเขาได้ยินเสียงกระซิบและเห็นชายชุดดำปรากฏตัวในบ้านรวมถึงบอกให้เขาสังหารครอบครัวซึ่งเขาจำอะไรไม่ได้หลังจากนั้น แต่ตรวจสอบประวัติพบว่า รอนนี่ เคยใช้สารเสพติดและเคยใช้ปืนจ่อยิงพ่อตัวเองแต่ใช้ดีที่กระสุนด้าน หลังจากนั้นประมาณ 1 ปี มีครอบครัวหนึ่งย้ายเข้ามาในบ้านคือ ครอบครัวลัทซ์ พวกเขาชื่นชอบและหลงรักบ้านหลังนี้ทันที แต่ไม่นานพวกเขาก็พบเจอกับเหตุการณ์ประหลาดในบ้าน ไม่ว่าจะเป็นได้กลิ่นแปลกในห้องน้ำ, มีเมือกสีเขียวไหลออกมาจากรูกุญแจ กลิ่นเหม็นเน่าในบ้านที่หาต้นตอไม่เจอ นอกจากนั้น จอร์จ ลัทซ์ รู้สึกถึงอาการหนาวตลอดเวลาแม้ว่าปรับอุณหภูมิในบ้านเกือบ 40 องศา รวมถึงลูกชายของบ้านอ้างว่าเขาเห็นเด็กชายคนหนึ่งมาเล่นกับเขา หลังจากครอบครัวลัทซ์ก็ย้ายออกจากบ้านหลังนี้ทันที

พญานาค เป็นสัตว์ในตำนานความเชื่อของชาวพุทธในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และเอเชียใต้ มีความเชื่อว่าพญานาคเป็นสัตว์พาหนะของพระพุทธเจ้า มีลักษณะลำตัวยาวคล้ายงูแต่ใหญ่กว่า มีหงอนบริเวณหัว ตาสีแดง ลำตัวมีเกล็ดคล้ายปลา และหางคล้ายปลาใช้แหวกว่ายตามลำน้ำ พญานาคเป็นสัญลักษณ์ของความเชื่อ ความยิ่งใหญ่ ความอุดมสมบูรณ์และวาสนา ในปัจจุบันตามวัดต่างๆในประเทศไทยมักจะมีรูปปั้นพญานาคบริเวณทางขึ้นโบสถ์ มีความเชื่อว่าเป็นบันไดสู่จักรวาล ตำนานพญานาคมีต้นกำเนิดจากประเทศอินเดีย ตามเรื่องเล่าในมหากาพย์มหาภารตะ ซึ่งอาศัยอยู่ใต้ทะเลและมีหน้าที่รักษาปกป้องท้องทะเล รวมถึงเป็นพาหนะของพระวิษณุนารายณ์ ในปัจจุบันมีความเชื่อว่า พญานาค นั้นมีอยู่จริงและอาศัยอยู่ใต้แม่น้ำโขง มีความเชื่อใต้ลำน้ำโขงนั้นมีถ้ำขนาดใหญ่ซึ่งเป็นที่อาศัยของพญานาค และจะโผล่จะเห็นในช่วงวันออกพรรษา รวมถึงยังมีความเชื่อทั้งภาพถ่ายเกลียวคลื่นที่ลำน้ำโขงที่เชื่อว่าพญานาคกำลังว่ายถูกใต้น้ำรวมถึงรอยปริศนาคล้ายรอยงูที่ปรากฏตามบ้านต่างๆ ที่เชื่อว่าเป็นรอยของพญานาค มีภาพถ่ายที่โด่งดังมากในปี 1996 ของทหารสหรัฐได้จับปลาชนิดหนึ่งได้ซึ่งเชื่อว่าเป็นพญานาค แต่สุดท้ายแล้วสัตว์ดังกล่าวนั้นคือ ปลาออร์ หรือ ปลาริบบิ้น เป็นปลาน้ำลึกชนิดหนึ่งที่อาศัยอยู่ใต้ทะเลเขตร้อน และภาพดังกล่าวถ่ายที่ฐานทัพสหรัฐ ที่รัฐแคลิเฟอร์เนีย ปลาออร์นี้ยังสัมพันธ์กับความเชื่อชาวตะวันตกว่าเป็นมังกรทะเลในตำนานด้วย นอกจากนี้ยังเคยมีภาพถ่ายที่เชื่อว่าเป็นพญานาคลำน้ำโขงมากมายทั้งภาพถ่ายเงาดำใต้ลำน้ำโขงบริเวณใกล้ฝั่ง ซึ่งหลายคนเชื่อว่ามันเป็นแค่ภาพตัดต่อหรือแค่การหักเหของแสงเท่านั้น

ยังคงเป็นปริศนาที่หาคำตอบไม่ได้ แม้ว่าในปัจจุบันนักวิทยาศาสตร์ที่เชื่อว่าสัตว์ประหลาดแห่งทะเลสาบล็อกเนสไม่มีอยู่จริง ชาวบ้านริมทะเลสาบล็อกเนสนั้นคุ้นเคยกับทะเลสาบและสัตว์ประหลาดลึกลับที่ยังคงเชื่อว่ามีอยู่จริงหรือไม่ ซึ่งชาวบ้านเรียกว่า เนสซี สิ่งมีชีวิตลึกลับขนาดใหญ่มีคอยาวที่อาศัยอยู่ในทะเลสาบ ซึ่งมีความเชื่อว่ามันคือสัตว์สายพันธุ์ไดโนเสาร์ที่ยังมีชีวิตอยู่ในปัจจุบัน ทะเลสาบล็อกเนส ตั้งอยู่พื้นที่สกอตแลนด์ สหาราชอาณาจักร เจ้าตัวเนสซีนั้นเริ่มเป็นที่รู้จักจากภาพถ่ายสัตว์ลึกลับที่โด่งดังของ ศัลยแพทย์ชื่อว่า โรเบิร์ต เคนเนท วิลสัน ซึ่งเขาถ่ายภาพสัตว์ประหลาดได้โดยบังเอิญในปี 1934 มีลักษณะเป็นสัตว์คอยาวโผล่ขึ้นมาเหนือผิวน้ำ ภาพนี้เป็นที่แพร่หลายอย่างมากในตอนนั้นทำให้หลายคนเชื่อว่าสัตว์ดังกล่าวอาจเป็นสัตว์ดึกดำบรรพ์ที่ยังมีชีวิตอยู่ในปัจจุบัน ต่อมาภาพนี้ถูกวิเคราะห์ว่าอาจจะเป็นตัวนากที่กำลังเล่นน้ำอยู่อีกทั้งในปี 1998 คริสเตียน สเปอร์ลิง ชายวัย 90 ปี ออกมาเผยว่าภาพนี้เป็นหุ่นจำลองที่ติดกับเรือดำน้ำเด็กเล่นเท่านั้น สำหรับตัวเนสซีนักวิทยาศาสตร์เชื่อว่ารูปร่างคล้ายกับเพลสิโอซอรัส หรือ อีลาสโมซอรัส สัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำอาศัยอยู่ในทะเลในยุคจูราสสิคและครีเทเซียส โดยตัวเต็มวัยมีน้ำหนักประมาณ 2 ตัน ยาวประมาณ 15 เมตร มีรูปถ่ายและภาพเคลื่อนไหวมากมายที่เชื่อว่าเนสซีมีจริงในทะเลสาบ มีการค้นหาด้วยเรือดำน้ำ เครื่องโซนาห์ทั่วทั้งทะเลสาบ รวมถึงร่องลึกใต้ทะเลสาบที่ความลึก 200 เมตร ยังไม่พบสัตว์ดังกล่าว นั่นทำให้คำตอบที่ว่าสัตว์ประหลาดดังกล่าวนั้นไม่มีอยู่จริง

 นับว่าเป็นเรื่องของเป็นปริศนาอย่างมาก เมื่อมีการค้นหาปริศนาของข่าวที่โด่งดังมากอย่างข่าวที่ว่าเกิดขึ้นในปี พ.ศ. 2492 มีรถไฟขบวนหนึ่งของอิตาลี รถไฟขบวนนี้เป็นรถไฟไอน้ำขบวนที่ 626 ซึ่งกำลังเดินทางจากกรุงโรม ระหว่างเดินทางที่ต้องผ่านเทือกเขาสลับซับซ้อนนั้น จนกระทั่งรถไฟขบวนนี้ได้แล่นเข้าไปในอุโมงค์แห่งหนึ่งที่มีความยาวเพียงไม่ถึงกิโลเมตร รถไฟได้แล่นผ่านเข้าไปในอุโมงค์อย่างปกติ ซึ่งน่าแปลกที่ว่ารถไฟขบวนนั้นไม่ถึงปากอุโมงค์จากอีกฝั่งหนึ่งเลย ในตอนนั้นรถไฟขบวนนี้ได้หายไปอย่างลึกลับซึ่งไม่โผล่พ้นออกมาเลย ไม่มีวี่แววใดๆทั้งสิ้นทำให้ในตอนนั้นอิตาลีได้ตีข่าวตามหนังสือพิมพ์ยกใหญ่ ซึ่งรถไฟได้หายไปพร้อมกับจำนวนผู้โดยสารทั้ง 120 คน และพนักงานประจำรถอีก 3 คน จนกระทั่ง 42 ปีต่อมาหรือประมาณ พ.ศ. 2535 รถไฟไอน้ำขบวนที่ 626 ได้โผล่ออกมาที่ปากอุโมงค์อีกด้านหนึ่งสร้างความตกตะลึงแก่ผู้พบเห็นมาก ซึ่งเมื่อรถไฟโผล่ออกมาผู้โดยสารและพนักงานประจำรถปลอดภัยทุกคนไม่มีผู้ใดบาดเจ็บหรือเสียชีวิตเลย และยิ่งกว่านั้นทุกคนบนรถไฟกลับมีอายุเท่ากับวันที่หายไป ไม่มีแก่ขึ้นเลย ซึ่งทุกคนยังเชื่อว่าวันที่รถไฟโผล่ออกมาจากปากอุโมค์นั้นยังเป็น พ.ศ. 2492 อยู่เลย ข่าวนี้ถือว่าแพร่หลายอย่างมากจนมีการเหล่าต่อๆกันมาว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องจริงหรือเรื่องหลอกหลวง บ้างก็ว่าในอุโมงค์นั้นอาจเกิดทฤษฎีหนึ่งที่เรียกว่าทฤษฎีรูหนอน ซึ่งทำให้สิ่งของเคลื่อนเข้าไปในช่วงเส้นระหว่างเวลาก็ได้ นับว่าเป็นเรื่องราวลี้ลับอีกเรื่องหนึ่งที่ยังถกเถียงกันอยู่ทุกวันนี้

   โรงหนังพุทธรามา โรงหนังที่เก่าแก่แห่งหนึ่งของจังหวัดชลบุรีซึ่งโรงหนังแห่งนี้ถือว่าเปิดกิจการมานานกว่า 10 ปี ซึ่งมักจะมีเรื่องเล่าของผู้ชมในโรงหนังแห่งนี้ถึงความลี้ลับของผู้ที่พบเจอ แต่เดิมโรงหนังแห่งนี้สร้างขึ้นในพื้นที่ของวัด โดยได้มีการค้นพบกระดูก กำไลข้อมือของคนโบราณจำนวนมาก ซึ่งก่อนหน้าการสร้างนั้นได้ทำพิธีทางศาสนาทุกครั้ง รวมถึงการฉายภาพยนตร์แต่ละครั้งนั้นมีการบวงสรวงตลอด ซึ่งการสร้างทับพื้นที่วัดซึ่งเป็นป่าช้านั้น มักทำให้มีผู้ชมพบเห็นเรื่องราวแปลกๆ เรื่องลี้ลับต่างๆที่เกิดขึ้นในโรงหนังแห่งนี้ ซึ่งเหตุการณ์ที่ผู้พบเจอนั้นเช่น มักเห็นคนเดินไปมาบริเวณโรงหนังตลอดเวลา, มีคนเห็นร่างของผู้ชายซึ่งเมื่อหันมาแล้วไม่มีใบหน้า, หรือแม้แต่ไฟดับขณะฉายหนัง ซึ่งนอกจากนี้ผู้ที่ฉายหนังเองก็ยังพบเจอเหตุแปลกๆ เช่น ฟิล์มหนังที่ได้มาบางครั้งก็ขาดขณะฉายหนัง จากเรื่องลึกลับนี้ทำให้มีทีมงานรายการโทรทัศน์รายการหนึ่งได้ทำการเข้ามาขอให้ทางเจ้าของโรงหนังนี้เปิดโรงหนังให้ฉายเพื่อพิสูจน์เรื่องลี้ลับนี้ โดยในวันนั้นได้ประกาศให้ชาวบ้านระแวกนั้นเข้ามาชมภาพยนตร์ร่วมพิสูจน์ด้วย ซึ่งทางโรงหนังได้นำภาพยนตร์เรื่อง แม่นากพระโขนงเวอร์ชั่นดั้งเดิมมาฉายใหม่ โดยเมื่อก่อนฉายนั้นฟิล์มได้ขาด ซึ่งเมื่อคิดดีๆแล้ว ฟิล์มที่นำมาฉายนั้นเก่ามากแล้วอาจทำให้ฟิล์มขาดได้ โดยระหว่างการฉายนั้นไม่มีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้น จนถึงช่วงท้ายเรื่องซึ่งเกิดฝนตกลงมาอย่างหนัก แม้ว่าการเปิดโรงหนังเพื่อพิสูจน์ความลี้ลับนั้นจะไม่มีใครพบเจออะไร นับว่าเป็นตำนานเรื่องราวของเล่าสืบต่อมา

  ฟลายอิงดัตช์แมน เราคงเคยได้ยินมาจากหนังเรื่อง Prirate of Carribien เกี่ยวกับเรือปีศาจที่มักปรากฏให้นักเดินเรือเห็นอยู่บ่อยครั้ง ซึ่งเรื่องราวของมันนั้นได้เล่าต่อกันมาจนช่วงยุคกลางกล่าวว่า เป็นเรือที่ต้องคำสาปถูกสาปให้เดินทางอยู่ในมหาสมุทรตลอดกาล ซึ่งเรือดังกล่าวมักปรากฏให้เห็นทั้งระยะใกล้มาก จึงทำให้เป็นที่กล่าวขานมากต่อนักเดินเรือที่พบเจอมัน มีบันทึกการปรากฏตัวของเรือฟลายอิงดัตช์แมนในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 17 ซึ่งมีการบันทึกการพบเห็นเรือลึกลับที่ล่องอยู่กลางทะเล จนถึงช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 20 ซึ่งมีบันทึกว่าระหว่างที่เรือลำนี้ปรากฏตัวนั้นมักจะมีหมอกหนาทึบรวมถึงแสงประหลาดบริเวณโดยรอบของเรือ ซึ่งเชื่อว่าแสงที่ปรากฏนั้นมาจากวิญญาณของลูกเรือที่ต้องการส่งสัญญาณให้คนที่พบเห็นรู้จักและเอ่ยถึงเรือลำนี้ เช่น ในปี 1880 สมเด็จพระเจ้าจอร์จที่ 5 แห่งสหราชอาณาจักร ได้พบเจอกับเรือฟลายอิงดัตช์แมน ขณะกำลังเดินทางอยู่บริเวณชายฝั่งของออสเตรเลีย และในปี 1942 มีบันทึกของจอมพลเรือคาร์ล เดอนิตช์ แห่งกองทัพเรือนาซีได้บันทึกว่าฟลายอิงดัตช์แมนแล่นผ่านเรือของตนไป ซึ่งในตอนแรกตนคิดว่าเป็นเรือของศัตรูแต่เรือลำนี้ได้แล่นผ่านตัดหน้าเรือของตนไปอีกทั้งยังมีหมอกหนาเกิดขึ้นด้วย การปรากฏตัวของฟลายอิงดัตช์แมนเป็นที่กล่างขานที่สุดในน่านน้ำทั่วโลก รวมถึงมีการบันทึกของการปรากฏตัวบริเวณน่านน้ำของประเทศไทยด้วย ทั้งนี้มีคำอธิบายถึงการปรากฏของฟลายอิงดัตช์แมนว่าอาจเกิดจากการหักเหของแสงทำให้เกิดภาพสะท้อน

  ตำนานความเชื่อนั้นเป็นสิ่งที่เล่าต่อๆกันมาจากรุ่นสู่รุ่น ซึ่งเรื่องราวของเรือโดยสาร เรือเดินสมุทรมักมีการพูดถึงบ่อยครั้ง จนกลายเป็นเรื่องเล่าขนหัวลุกที่เล่าเรื่อยๆมา แม้ว่าเราอาจจะยังไม่สามารถพิสูจน์เรื่องราวเหล่านี้ได้ เรือควีนแมรี่ : เรือเดินสมุทรที่โด่งดังในยุค 30 ซึ่งปัจจุบันเรือลำเรือที่จอดเทียบท่าอยู่ที่ท่าเรือลองบีช แคลิเฟอร์เนีย ซึ่งเปิดให้เป็นพิพิธภัณฑ์ ซึ่งทุกวันนี้มักมีเรื่องเล่าของเจ้าหน้าที่บนเรือ รวมถึงนักท่องเที่ยวที่เข้ามาเที่ยวชม อย่างเช่น เจ้าหน้าที่บนพบผู้ชายที่แต่งตัวเหมือนกับกรรมกรเดินอยู่บริเวณหัวเรือ ซึ่งเมื่อเดินเข้าดูแล้วกลับไม่พบชายผู้นั้น หรือแม้แต่ได้ยินเสียงลึกลับดังมาจากใต้ท้องเรือ เรือเอสเอสวาเลนเซีย: เรือโดยสารสมัยปี 1906 ซึ่งเกิดเหตุชนแนวปะการังและอัปบางนอกชายฝั่งเกาะแวนคูเวอร์ ซึ่งผู้โดยสารและลูกเรือเสียชีวิตจากคลื่นสูงรวมกัน 100 คน มีเรื่องเล่าว่าหลังจากเหตุเรือจมประมาณ 6 เดือนนั้นชาวประมงมักได้ยินเสียงร้องโหยหวนมาตามลม และมักพบเห็นกลุ่มคนที่พายเรือมาขอความช่วยเหลือแล้วหายไปต่อหน้าต่อตา เรือเลดี้โลวิบอนด์: ตำนานเรือผีสิงที่โด่งดังที่สุดในอังกฤษ เรือลำนี้อับบางลงในปี 1750 เนื่องจากเผชิญกับพายุที่รุนแรงจนเรือจม คาดว่าไม่มีผู้ใดรอดชีวิตเลย ตำนานกล่าวว่า กัปตันเรือได้พาภรรยาของเขาขึ้นมาบนเรือเพื่อฉลองฮานีมูนในวันครบรอบการแต่งงานของเขา ซึ่งความเชื่อของชาวเดินเรือตอนนั้นเชื่อว่าการพาผู้หญิงขึ้นเรือจะนำหายนะมาสู่เรือ เวลาผ่านไปมักมีผู้พบเห็นเรือลำนี้แล่นบริเวณชายฝั่ง แล้วหายไป บ้างก็ว่ามีผู้พบเห็นมันจอดเทียบท่าอยู่บริเวณสันดอนทรายใกล้กับชายฝั่ง

   ป่าอเมซอน ป่าขนาดใหญ่ที่อุดมสมบูรณ์มากที่สุดแห่งหนึ่งของโลกนอกจากความอุดมสมบูรณ์ของป่านี้แล้วยังมีสัตว์ป่านานาชนิดที่อาศัยอยู่ในป่านี้ รวมไปถึงงูขนาดใหญ่ชื่อว่า อนาคอนด้างูอนาคอนด้านั้นเป็นงูที่อยู่ในวงศ์สกุลเดียวกับงูเหลือมและงูหลามเป็นงูที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก ซึ่งขนาดของมันก็ทำให้มีตำนานความเชื่อ เรื่องราวของการค้นพบงูที่มีขนาดใหญ่กว่าอนาคอนด้าหลายเท่า ชนพื้นเมืองแห่งลุ่มน้ำอเมซอนกล่าวถึงสัตว์เลื้อยคลานขนาดใหญ่อย่างอนาคอนด้า แต่ก็มีการเล่าถึงนักรบในชนเผ่าที่ไปเจอกับงูยักษ์ ซึ่งมีขนาดใหญ่กว่าอนาคอนด้าหลายเท่า ชนเผ่าดังกล่าวเล่าว่าในวันหนึ่งช่วงหน้าฝนทั้งอีกชาวบ้านบางกลุ่มได้เดินทางออกจากหมู่บ้านเพื่อล่าสัตว์มาเป็นอาหาร คนกลุ่มนั้นได้พบกับสัตว์ขนาดใหญ่ มันคืองูยักษ์ที่กำลังนอนขดอยู่ใกล้กับริมแม่น้ำคาดว่างูตัวนี้มีขนาดยาวหลายเมตร เรื่องเล่าตำนานของงูยักษ์นั้น ยังคงเป็นที่ถกเถียงจนกระทั่งราวปี 1950 นักเดินทางชาวอังกฤษผู้หนึ่งซึ่งกำลังล่องเรือเพื่อไปสำรวจหมู่ของชนเผ่าลุ่มแม่อเมซอน ระหว่างที่เขากำลังล่องเรือใกล้กับหมู่บ้านนั้น มีบางอย่างกระแทกเข้าตัวเรือของเขา และน้ำที่กระเพื่อม ฉับพลันเขาได้พบกับงูยักษ์ที่มีความยาวกว่า 60 ฟุต พยายามจะโจมตีเรือของเขา เขาใช้ปืนยิงจนในที่สุดงูยักษ์ตัวนี้ก็ตาย เรื่องเล่าตำนานของงูยักษ์นั้นส่งผลให้มีการค้นหางูดังกล่าวว่ามีอยู่จริงหรือไม่ ซึ่งคาดว่างูยักษ์ตามตำนานนี้น่าจะเป็นงูไททันโอโบอา ซึ่งเป็นงูที่สูญพันธุ์ไปแล้วแต่ก็ยังไม่มีการค้นพบแต่อย่างใด